TH I EN
วัดร้าง

วัดตามกฎหมายสงฆ์มีสองอย่างคือ หนึ่ง วัดที่ได้รับวิสุงคามสีมา เป็นวัดที่สมบูรณ์สามารถประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทหรือรับกฐินได้ วัดประเภทนี้มีการแบ่งเขตพุทธาวาส สังฆาวาสได้อย่างชัดเจน  วัดอีกประเภทหนึ่งคือ  สำนักสงฆ์ซึ่งวัดประเภทนี้อาจจะมีโบสถ์  วิหาร ศาลาการเปรียญแล้ว  แต่ยังมิได้พระราชทานวิสุงคามสีมาที่ใช้เป็นเขตประกอบสังฆกรรม แต่ก็ถือว่าเป็นวัดที่ถูกต้อง วัดที่ไม่ถูกต้องเรียกว่า “ที่พักสงฆ์”

นอกจากนี้วัดไทยยังแบ่งประเภทออกเป็นสองประเภท หนึ่งคือวัดราษฎร์ หนึ่งคือวัดหลวงหรือพระอารามหลวง ซึ่งทั้งสองประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปทั้งฐานะของวัดและคุณสมบัติของเจ้าอาวาส  บทความนี้ไม่ขอลงรายละเอียด  ด้วยตั้งใจกล่าวถึงวัดอีกชนิดหนึ่ง คือวัดร้าง

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๒ ทวิ กล่าวว่า วัดใดเป็นวัดร้างที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัย ในระหว่างที่ยังไม่มีการยุบเลิกวัดให้กรมการศาสนา (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และทรัพย์สินของวัดนั้นด้วย”

ตามกฎหมายสงฆ์ข้อนี้เป็นที่ชัดเจนว่าปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหน้าที่ดูแลวัดร้าง ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนวัดร้าง การรังวัดออกโฉนดที่ดินวัดร้าง ตลอดจนสามารถนำที่ดินวัดร้างมาจัดประโยชน์ให้ชาวบ้านเช่าอยู่อาศัย หรือเป็นที่ตั้งของส่วนราชการหรือโรงเรียน

ที่ดินวัดร้างบางแห่งมีทำเลเหมาะสมทางเศรษฐกิจนำมาปรับปรุงก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตึกแถวหรือศูนย์การค้า ผู้สนใจเข้าปรับปรุงหากอยู่ในกรุงเทพมหานครติดต่อได้ที่สำนักงานศาสนสมบัติ ตั้งอยู่ในพุทธมณฑล สำหรับส่วนภูมิภาคอยู่ในจังหวัดใดก็ไปติดต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดนั้น ๆ

การเช่าปรับปรุงที่ดินวัดร้างเพื่อการพาณิชย์ ก่อนได้รับสัญญาต้องเสนอแผนการก่อสร้างพร้อมแบบแปลนแผนผังและทุนจดทะเบียนให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเสนอคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอมหาเถรสมาคมอนุมัติการเช่า โดยส่วนใหญ่ได้รับอายุสัญญาเช่าไม่เกิน ๒๐ ปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เช่าต้องลงทุนในการปรับปรุงสูง  คณะกรรมการ พศป. จะพิจารณาเป็นกรณีไป

ที่ดินวัดร้างใช่ว่าจะนำมาให้เช่าทำประโยชน์ได้อย่างเดียว ทั้งนี้ เพราะวัดร้างยังมีสภาพความเป็นวัดอยู่ (เพียงแต่สลบไปเท่านั้น) เมื่อประชาชนมีหนังสือถึงเจ้าคณะอำเภอหรือนายอำเภอแห่งท้องที่ที่วัดร้างนั้นตั้งอยู่ว่าตนมีศรัทธาที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดร้างนั้นให้เป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา  โดยแสดงหลักฐานว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดร้างนั้น ให้เป็นวัดมีพระภิกษุมาอยู่จำพรรษาได้ และจะจัดให้พระภิกษุอยู่อาศัยและจำพรรษาในวัดได้ ไม่น้อยกว่าสี่รูป ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มีหนังสือต่อเจ้าคณะอำเภอหรือนายอำเภอ

เมื่อเจ้าคณะอำเภอหรือนายอำเภอได้รับคำร้องแล้ว จะได้ร่วมกันพิจารณาคุณสมบัติของวัดร้างนั้นว่าเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้หรือไม่ คือ

วัดร้างนั้นอยู่ในสภาพที่สมควรเป็นที่อยู่อาศัยและจำพรรษาของพระภิกษุ
มีประชาชนในละแวกใกล้เคียงจำนวนมากพอที่จะทำนุบำรุงวัดให้เจริญได้
ตั้งอยู่ห่างจากวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่ต่ำกว่า ๒ กิโลเมตร เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร  
มีที่ดินพอที่จะขยายให้วัดเจริญได้ซึ่งไม่ต่ำกว่า ๖ ไร่ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น
เมื่อพิจารณาคุณสมบัติแล้ว เห็นว่าผ่านเกณฑ์ดังกล่าว เจ้าคณะอำเภอและนายอำเภอลงนามเห็นชอบ เสนอผ่านเจ้าคณะจังหวัด ตามแบบฟอร์มการขอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา (ขอแบบได้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด) เสร็จแล้วเสนอเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อทำความเห็นเสนอสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้พิจารณารายงาน การขอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เสร็จแล้วนำเสนอมหาเถรสมาคม เพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อมหาเถรสมาคมเห็นชอบแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้ประกาศยกวัดร้างนั้นขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาต่อไป

ในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ผ่านมาที่ประชุมได้เห็นชอบการขอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาดังต่อไปนี้

๑.  วัดหนองปลาค่อ (ร้าง) บ้านไผ่ใหญ่ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลไผ่ใหญ่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี
๒.  วัดคำเตย (ร้าง)  บ้านคำเตยเหนือ  หมู่ที่ ๗  ตำบลหนองกุง  อำเภอตาลสุม  จังหวัดอุบลราชธานี
๓.  วัดดอนไร่ (ร้าง) บ้านนาไผ่  หมู่ที่ ๓  ตำบลเหล่าเสือโก้ก  อำเภอเหล่าเสือโก้ก  จังหวัดอุบลราชธานี  
๔.  วัดบ้านซองแมว (ร้าง)  บ้านซองแมว  หมู่ที่ ๗  ตำบลบัวโคก  อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์
๕.  วัดป่าหนองมหาไทย (ร้าง) บ้านแจงแมง หมู่ที่ ๑๑  ตำบลขอนแตก  อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
๖.  วัดนาเรืองธรรมาราม (ร้าง) บ้านนาเรือง หมู่ที่ ๘ ตำบลด่าน  อำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์  
๗.  วัดอุปดิสทรงชัย (ร้าง) บ้านหนองแซง  หมู่ที่ ๓  ตำบลวังชัย  อำเภอน้ำพอง  จังหวัดขอนแก่น
๘.  วัดกุดหมื่นสวน (ร้าง)  บ้านนาหนัง  หมู่ที่ ๑  ตำบลนาหนัง  อำเภอโพนพิสัย  จังหวัดหนองคาย
๙. วัดดง (ร้าง) บ้านนาดง หมู่ที่ ๒  ตำบลหนองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
๑๐.  วัดบ้านเหล่าคา (ร้าง) บ้านเหล่าคา  หมู่ที่ ๙  ตำบลปอพาน  อำเภอนาเชือก  จังหวัดมหาสารคาม  
๑๑.  วัดขอนแคน (ร้าง)  บ้านขัวขอนแคน  หมู่ที่ ๕  ตำบลต้นผึ้ง   อำเภอพังโคน  จังหวัดสกลนคร
๑๒.  วัดโพธาราม  (ร้าง)  บ้านหนองโสน  หมู่ที่ ๖  ตำบลคอนสวรรค์  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร
๑๓.  วัดคำเมย (ร้าง) บ้านคำเมย  หมู่ที่ ๑๑  ตำบลคูน   อำเภอกันทรารมย์  จังหวัดศรีสะเกษ  
๑๔.  วัดบ้านดินแดง (ร้าง) บ้านดอนแคน  หมู่ที่ ๒  ตำบลป่าสังข์  อำเภอจตุรพักตรพิมาน  จังหวัดร้อยเอ็ด  
๑๕.  วัดป่าแหน (ร้าง) บ้านป่าแหน  หมู่ที่ ๕  ตำบลสวนจิก  อำเภอศรีสมเด็จ  จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๖.  วัดท่าหนองจันทร์ (ร้าง)  บ้านหนองจันทร์  หมู่ที่ ๑๓  ตำบลท่าค้อ  อำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม
๑๗.  วัดสมโพธิ์คำ (ร้าง) บ้านโพนแพง  หมู่ที่ ๑๓  ตำบลพุ่มแก  อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม
๑๘.  วัดบ้านเก่าหัวบึง (ร้าง) บ้านคำเตย  หมู่ที่ ๕ ตำบลคำเตย  อำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม
๑๙.  วัดดอนกอง (ร้าง) บ้านบูรพา  หมู่ที่ ๑๐  ตำบลดอนนาหงส์  อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนม
๒๐.  วัดแก้วเสด็จ (ร้าง) บ้านโพนบก  หมู่ที่ ๕   ตำบลนาถ่อน  อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนม
๒๑.  วัดทุ่งมน (ร้าง) บ้านหนองสะโน  หมู่ที่ ๖  ตำบลดอนนาหงส์  อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนม
๒๒.  วัดโพนสวรรค์ (ร้าง) บ้านโพนสวรรค์  หมู่ที่ ๒  ตำบลคำเตย  อำเภอเมืองนครพนม  จังหวัดนครพนม
๒๓.  วัดโนนสูง  (ร้าง) บ้านเชียงแหว  หมู่ที่ ๑๑  ตำบลเชียงแหว  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี

ดร.สมชาย   สุรชาตรี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
โฆษกประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 30,288,384