บทความทางพุทธศาสนา

กรณีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินวัดไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ให้แก่ส่วนราชการต้องดำเนินการผาติกรรม แต่หากชาวบ้านขอใช้ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์เป็นทางผ่านเข้าไปยังที่ดินของตน ซึ่งไม่มีทางออก (ที่ตาบอด) หรือมีแต่อยากจะผ่านที่ดินของวัด เพื่อเป็นทางเข้าออก วัดและชาวบ้านต้องจัดทำสัญญาภาระจำยอม เรียกทางหรือถนนนั้นว่าทางภาระจำยอม ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาระจำยอมอยู่ 2 ประการด้วยกัน

ประเภทแรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติว่า “อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม โดยเจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ”

ประการที่สอง มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 18/2540 วันที่ 30 มิถุนายน 2540 มีมติให้ วัดต่างๆ ถือปฏิบัติพอสรุปได้ว่า หากวัดใดมีผู้ขอทำสัญญาเช่าที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัด เพื่อเป็นทางเข้าออกไม่ว่าจะกำหนดระยะเวลาเช่ากี่ปีก็ตาม ให้วัดจัดทำในลักษณะสัญญาภาระจำยอมเท่านั้น ในกรณีที่มีผู้ขอทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ มีขั้นตอนดำเนินการ คือ เจ้าอาวาสจัดส่งแผนที่สังเขปประกอบด้วยตำแหน่งที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ที่ดินแปลงที่ขอทางภาระจำยอม ขนาดกว้างยาวของทางภาระจำยอมระบุจำนวนเนื้อที่มีมาตราส่วนที่ชัดเจนสำเนาโฉนดที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เงินบำรุงวัด หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่เป็นปัจจุบัน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือยินยอมจากเจ้าอาวาสวัดผ่านผู้ปกครองสงฆ์ตามลำดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัด เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งมติให้วัดทราบแล้วจึงจัดทำสัญญาภาระจำยอม

ข้อแนะนำสำหรับวัดในการขอทางภาระจำยอม ก็คือ ทางภาระจำยอมซึ่งผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ควรอยู่ชิดด้านใดด้านหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด ถ้าผ่านกลางเนื้อที่จะทำให้วัดสูญเสียภูมิทัศน์หรือเสียเนื้อที่ไปโดยไม่จำเป็น บางรายผู้ขอทางภาระจำยอมมีที่ดินหลายแปลงที่ติดกับที่ดินวัด แต่แจ้งกับวัดว่ามีโฉนดเดียวแปลงเดียว ทำให้วัดเสียประโยชน์ในการคิดค่าบำรุง

หากส่วนราชการทำถนนผ่านที่วัดเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสาธารณะควรดำเนินการผาติกรรมมิใช้ทางภาระจำยอม ถ้าเอกชนขอทางเข้าออกผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องขอทางภาระจำยอม ซึ่งต้องดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 18/2540 ดังได้กล่าวมาแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่ง ความว่า ชาวบ้านหมู่หนึ่งมีทางเข้าออกหมู่บ้านต้องอ้อมเข้าออกไปไกล แต่ที่ดินอีกด้านหนึ่งติดกับที่ธรณีสงฆ์ของวัด และชาวบ้านได้เดินผ่านที่ธรณีสงฆ์นี้ เพื่อเป็นทางลัดเข้าตัวเมือง ต่อมาเจ้าอาวาสพิจารณาเห็นว่าหากทำทางเดินให้เป็นถนนก็จะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น อีกทั้งที่ธรณีสงฆ์ของวัดที่มีถนนผ่านก็จะเจริญขึ้นด้วย วัดจึงไปขอความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลให้เข้าไปพัฒนาถนนทำถนนให้ดีขึ้นกว่าเป็นทางเกวียน ถนนที่ผ่านที่ธรณีสงฆ์ของวัดเส้นนี้ ส่วนราชการมิได้เป็นผู้ขอใช้จึงไม่ต้องผาติกรรม อีกทั้งชาวบ้านที่ใช้ถนนก็ไม่ต้องขอทางภาระจำยอม ทั้งนี้เพราะว่าถนนนั้นวัดเป็นผู้สร้างเอง อย่างไรก็ตามการที่ชาวบ้านหมู่หนึ่งได้เหยียบย่ำไปในที่ธรณีสงฆ์ของวัดเป็นทางเข้าออก ถือว่าได้ใช้ประโยชน์ของสงฆ์ สมควรรวบรวมปัจจัยถวายเป็นค่าบำรุงทางถวายวัดไว้ย่อมน่าอนุโมทนา.

สมชาย สุรชาตรี
ผู้อำนวยการสำนักงานศาสนสมบัติ