หน้าแรก >> ข่าว >> ข่าวแวดวงคณะสงฆ์ >> พุทธศาสนิกชนใส่เสื้อหลากสีรวมใจเป็นหนึ่ง ตักบาตรดอกไม้วัดบวรฯ

พุทธศาสนิกชนใส่เสื้อหลากสีรวมใจเป็นหนึ่ง ตักบาตรดอกไม้วัดบวรฯ

อีเมล พิมพ์


















เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2553  ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 8  วัดบวรนิเวศวิหาร  ได้มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากซึ่งต่างใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส  นำดอกไม้นานาชนิด ประดิดประดอยอย่างสวยงาม พร้อมธูปเทียน มาร่วมตักบาตรดอกไม้

ซึ่งเป็นประเพณีของทางวัดบวรฯ ที่ทำกันมาตลอดทุกปี เพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้นำดอกไม้และธูปเทียน ที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวาย นำไปสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ของวัด  โดยพิธีเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 17.00 น. ซึ่งมี

ดอกไม้ที่นำมาถวายส่วนใหญ่ คือดอกบัว  ซึ่งในพุทธประวัติตอนต่างๆ มีการถวายเป็นประจำ และจากพุทธปาฏิหาริย์ มักปรากฏดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาททุกย่างก้าวที่พระองค์เสด็จไป โดยเฉพาะตอนประสูติ แต่นอกจากดอกบัว ยังมีดอกไม้อื่นๆ เช่น ดอกกุหลาบ พุทธรักษา มะลิ กล้วยไม้ เบญจมาศ ฯลฯ ตามความสะดวกและศรัทธาของแต่ละคน

นอกจากนี้ ทางวัดยังได้เปิดสถานที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งปกติจะไม่เปิดให้เข้าชม ได้แก่ พระเจดีย์ พระวิหารพระศาสดา พระวิหารเก๋ง ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชา เพียงหนึ่งครั้งในวันเข้าพรรษาเท่านั้น

สำหรับประวัติความเป็นมาของการตักบาตรดอกไม้

นายสุมนมาลาการ เป็นชาวเมืองราชคฤห์ เขามีหน้าที่นำดอกมะลิวันละ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสารแต่เช้าตรู่ทุกวัน ได้ทรัพย์วันละ ๘ กหาปณะ

ต่อมาเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังถือดอกไม้จะเข้าประตูเมือง พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงเปล่งพระรัศมีด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เขาเห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสคิดว่า "เราจักบูชาพระพุทธเจ้าด้วยอะไรดีหนอ" เมื่อไม่เห็นสิ่งใดจึงตัดสินใจจะถวายดอกไม่ที่จะนำไปถวายพระราชา ด้วยการตกลงใจว่า "เอาเถอะเมื่อพระราชาไม่ได้รับดอกไม้ จะทรงฆ่าเราหรือขับไล่ออกจากเมืองก็ตาม พระราชาทรงประทานทรัพย์เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพเท่านั้น ส่วนการบูชาพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เราหาประมาณมิได้ทีเดียว "ได้สละชีวิตของตนเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

นายมาลาการได้ถวายดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าไปทั้ง 8 ทะนาน ดอกไม้เหล่านั้นได้เป็นซุ้มติดตามเสด็จพระพุทธองค์ไปทุกหนทุกแห่ง ชาวเมืองต่าง แตกตื่นกันออกมาด ูแลถวายทานกันทุกถ้วนหน้า พากันโห่ร้องเสียงสาธุการ ทุกที่พระพุทธองค์เพื่อจะทรงทำคุณความดีของนายสุมนมาลาการให้เป็นที่ปรากฎไปทั่วเมืองราชคฤห์ก็ได้เสด็จไปทั่วทุกมุมเมือง ส่วนนายมาลาการได้มีความปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งตามเสด็จไปหน่อยหนึ่งแล้ว ก็ถือกระเช้าเปล่าเดินกลับบ้านไปด้วยสีหน้าอันเอิบอิ่ม

เมื่อถึงบ้าน นายสุมนามาลาการได้เล่าเรื่องที่ตนได้นำดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าให้ภรรยาฟัง ภรรยาของเขาเป็นหญิงไม่ดีไม่มีศรัทธา กลับด่าว่าเขาจักนำความพินาศมาให้ตระกูล รีบนำความเข้ากราบทูลพระราชา และทูลความที่ตนไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

พระเจ้าพิมพิสารเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว พระองค์เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้สดับดังนั้นแล้วทรงทราบว่าหญิงนี้เป็นหญิงไม่ดีไม่มีศรัทธา จึงทรงทำทีเป็นกริ้วตรัสว่า "ดีแล้วละที่เธอทิ้งเขามา เดี๋ยวเราจักจัดการกับนายสุมนมาลาการ" แล้วรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วตามเสด็จไป พระพุทธองค์เพื่อประกาศเกียรติคุณของนายสุมนมาลาการให้ประชาชนทราบ จึงประทับที่พระลานหลวงไม่เสด็จเข้าไปในพระราชวัง พระราชาได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ ตามส่งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับวัดเวฬวันแล้ว จึงมีรับสั่งให้นายสุมนมาลาการเข้าเฝ้า

เมื่อนายสุมนมาลาการมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพิมพิสารตรัสยกย่องสรรเสริญนายสุมนมาลาการว่าเป็นมหาบุรุษ แล้วพระราชทานสิ่งของ 8 ชนิด คือช้าง ม้า ทาส ทาสี เครื่องประดับ นารี อย่างละแปด ทรัพย์อีก 8 พันกหาปณะและบ้านส่วยอีก 8 ตำบล

เมื่อกลับถึงวัด พระอานนท์ได้ทูลถามถึงผลบุญที่นายสุมนมาลาการจะพึงได้รับ พระพุทธองค์ตรัสว่า นายสุมนมาลาการได้สละชีวิตบูชาพระองค์ในครั้งนี้จักไม่ได้ไปเกิดในนรกตลอดแสนกัลป์ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฏีดอกไม้เหล่านั้นจึงตกลงที่ประตูกุฎีนั้นแล

ตกเย็นวันนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรม เรื่องการบูชาพระพุทธเจ้าของนายสุมนมาลาการแล้วได้รับของพระราชทาน 8 อย่างจากพระเจ้าพิมพิสารพระพุทธองค์เสด็จมาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้เอิบอิ่ม มีความสุขใจ นั่นแหละเรียกว่า กรรมดี"

นายสุมนมาลาการ เป็นอุบาสกที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนได้ท่านได้เสียสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทำความดี รักษาความดีเอาไว้ แม้ชีวิตจะหาไม่ก็ตาม จึงเป็นบุคคลที่ควรยกย่องและเป็นแบบอย่างได้

นับแต่นั้นมานายมาลาการก็อยู่อย่างร่มเย็นปราศจากทุกข์ใดทั้งปวง ด้วยอานิสงส์ของการนำดอกมะลิบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทนการตักบาตร

จากอานิสงส์ดังกล่าวแต่ครั้งพุทธกาลชาวพุทธทั่วไปจึงถือเป็น ประเพณี "ตักบาตรดอกไม้" เป็นประจำทุกปี ตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280275177&grpid=&catid=04