Breaking News

พระพุทธศานาในโลก

การเรียนรู้พระพุทธประวัติโดยสังเขป

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม  และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหนึ่งของโลก  รองจาก  ศาสนาคริสต์  ศาสนาอิสลาม  และศาสนาฮินดู

ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธ

เริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล  ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือนวิสาขะหรือเดือน ๖ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  แค้วนมคธ  ประเทศอินเดีย  ๔๕ ปี  ก่อนพุทธศักราช  ปัจจุบันสถานที่นี้  เรียกว่า  พุทธคยา  อยู่ห่างจากเมืองคยาประมาณ  ๑๑ กิโลเมตร  ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาหลังจากการแพร่หลายไปทั่วอินเดีย  หลังพุทธปรินิพพาน ๑๐๐  ปี  จึงแตกเป็นนิการย่อย  โดยนิกายที่สำคัญคือ เถรวาทและมหายาน

นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และเอเชียตะวันออก  เมื่อศาสนาพุทธในอินเดียเสื่อมลง  พุทธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เสื่อมตามไปด้วย  ยังคงเหลือในจีน  ทิเบต  ญี่ปุ่น  เวียดนาม  ส่วนนิกายเถรวาทได้เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้งในศรีลังกา  และแพร่หลายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  พุทธศาสนา  ได้แพร่หลายไปยังโลกตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ  แต่ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดินิยมและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

ชาติกำเนิดของพระพุทธเจ้า

พระโคตมพุทธเจ้า  หรือ  พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน  มีพระนามเดิมว่า  เจ้าชายสิทธัตถะ  ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ  และพระนางสิริมหามายา  ประสูติในราชตระกูลศากยวงศ์  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์พระองคืทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ ๒๙ พรรษา  บำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ ปี  จึงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา  และทรงประกาศพระศาสนาอยู่  ๔๕ ปี  จึงเสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการนับปีพุทธศักราช

พุทธศาสนาสมัยพุทธกาล

หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว  ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์  ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  แขวงเมืองพาราณสี  พระองค์ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  เป็นปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์  เมื่อจบพระธรรมเทศนา  ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน  จึงเกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะ  จนทำให้บรรลุเป้นพระโสดาบัน  พระโกณ-ฑัญญะจึงกราบทูลขออุปสมบทในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๘ ซึ่งนับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก  และพระรัตนตรัย จึงเกิดขึ้นในโลกเช่นกันในวันนั้น  ต่อมา  พระองค์ได้ทรงแดงธรรมอื่น ๆ  เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก ๔ องค์  จนบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งหมด  หลังจากพระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระโสดาบันหมดแล้ว  พระองค์ทรงแสดงธรรมอนัตตลักขณสูตร  ซึ่งทำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น

ต่อจากนั้น  พระองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระยสะและพวกอีก ๕๔ ท่านจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด  ในครั้งนั้นจึงมีพระอรหันต์รวมทั้งพระองค์ด้วยทั้งสิ้น ๖๑ พระองค์  พระพุทธเจ้าจึงพระดำริให้พระสาวกออกประกาศศาสนา  โดยมีพระปฐมวาจาในการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนาว่า

“ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย  เราหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง  ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์  แม้พวกเธอได้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวงทั้งของทิพย์และของมนุษย์เช่นกัน  พวกเธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่มหาชนเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก  เพื่อประโยชน์เกื้อกูล  และความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์  พวกเธออย่างไปทางเดียวกัน ๒ รูป  จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้นในท่ามกลางและในที่สุด  จงประกาศพรหมจรรย์  พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะให้ครบถ้วนบริบูรณ์  สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี  คือกิเลส  ในจักษเพียงเล็กน้อยมีอยู่  แต่เพราะโทษที่ยังไม่ได้สดับธรรม  จึงต้องเสื่อมจากคุณที่พึงจะได้รับ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ผู้รู้ทั่วถึงธรรมมีอยู่  แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาแสนานิคม  เพื่อแสดงธรรม”

จึงทำให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง  และแผ่ขยายไปในชมพูทวีปอย่างรวดเร็ว  ชาวชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิม  แล้วหันมานับถือเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้นโดยลำดับและเผยแพร่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพาน

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว  พระพุทธศาสนายังเจริญในอินเดียสืบมาความเจริญของพุทธศาสนาขึ้นกับว่าได้รับการส่งเสริมจากผู้มีอำนาจในสมัยนั้นหรือไม่ถ้ามีก็มีความรุ่งเรืองมาก  อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลากาลล่วงไปความขัดแย้งอันเกิดจากการตีความพระธรรมคำสอนและพระวินัยไม่ตรงกันได้เกิดขึ้นในหมู่พระสงฆ์จึงมีการแก้ไขโดยมีการจัดทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยที่ถูกต้องไว้เป็นหลักฐานสำหรับยึดถือเป็นแบบแผนต่อไป

การสังคายนาครั้งที่ ๑

การสังคายนาครั้งที่ ๑ กระทำขึ้น  หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๓ เดือน ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา  กรุงราชคฤห์  โดยพระมหากัสสปะเป็นพระธาน พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์  พระอานนท์เป็นผู้ให้คำตอบเกี่ยวกับพระธรรม  และพระอุบาลีเป็นผู้ให้คำตอบเกี่ยวกับพระวินัย  มีพระอรหันต์เข้าร่วมในการสังคายนา  ๕๐๐ รูป  กระทำ ๗ เดือนจึงแล้วเสร็จ

การสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะพรสุภัททะกล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยหลังพุทธปรินพพานเพียง ๗ วัน  ทำให้พระมหากัสสปะ  ดำริจัดสังคายนาขึ้น  ในการสังคายนาครั้งนี้  พระอานนท์ได้กล่าวถึงพุทธานุญาตให้สงฆ์ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้แต่ที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ว่าสิกขาบทเล็กน้อยคืออะไร  พระมหากัสสปะจึงให้คงไว้อย่างเดิม

เมื่อสังคายนาเสร็จแล้ว  พระปุราณะพร้อมบริวาร 500 รูป  จาริกมายังแคว้นราชคฤห์  ภิกษุที่เข้าร่วมสังคายนาได้แจ้งเรื่องสังคายนาให้พระปุราณะทราบ  พระปุราณะแสดงความเห็นคัดค้านเกี่ยวกับสิกขาบทบางข้อ
และยืนยันปฏิบัติตามเดิม  ซึ่งแสดงให้เห็นเค้าความแตกแยกในคณะสงฆ์

การสังคายนาครั้งที่ ๒ : การแตกนิกาย

เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงไป ๑๐๐ ปี  ภิกษุชาววัชชี  เมืองเวสาลี  ได้ตั้งวัตถุ ๑๐ ประการ  ซึ่งผิดไปจากพระวินัย  ทำให้มีทั้งภิกษุที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจนเกิดการแตกแยกในหมู่สงฆ์  พระยสกากัณฑบุตร  ได้จาริกมาเมืองเวสาลี  และทราบเรื่องนี้  ได้พยายามคัดค้าน  แต่ภิกษุชาววัชชีไม่เชื่อฟัง  ภิกษุที่สนับสนุนพระยสกากัณฑ-บุตรจึงนำเรื่องไปปรึกษาพระเถระผู้ใหญ่ในขณะนั้นได้แก่  พระเรวตะ  พระสัพกามีเถระ  เป็นต้น  จึงตกลงให้ทำการสังคายนาขึ้นอีกครั้ง

ภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้  แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก  เรียกว่า  มหาสังคีติ  และเรียกพวกของตนว่า  มหาสังฆิกะ  ทำให้พระพุทธศาสนาในขณะนั้นแตกเป็น ๒ นิกาย  คือฝ่ายที่นับถือมติของพระเถระครั้งปฐมสังคายนาเรียก  เถรวาท  ฝ่ายที่ถือตามมติของอาจารย์ของตนเรียก  อาจาริยวาท

การสังคายนาครั้งที่ 3

เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  เพื่อกำจัดพวกเดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนา  มีพระโมคคัลลี-บุรติสสะเป็นประธาน  ใช้เวลา ๙  เดือนจึงสำเร็จในการสังคายนาครั้งนี้  พระโมคคัลลีบุรติสสะ  ได้แต่งกถาวัตถุขึ้น  เพื่ออธิบายธรรมให้แจ่มแจ้ง

หลังจากการสังคายนาสิ้นสุดลงพระเจ้าอโศกฯ ได้ส่งสมณทูต ๙ สายออกเผยแผ่พุทธศาสนา  คือ

๑)คณะพระมัชฌันติกเถระไปแคว้นแคชเมียร์และแคว้นคันธาระ
๒)คณะพระมหาเทวะไปมหิสกมณฑล  ซึ่งคือ  แคว้นไมซอร์และดินแดนลุ่มแม่น้ำโคธาวารี  ในอินเดียใต้ปัจจุบัน
๓)คณะพระรักขิตะ  ไปวนาวาสีประเทศ  ได้แก่  แคว้นบอมเบย์ในปัจจุบัน
๔)คณะพระธรรมรักขิต  ไป  อปรันตกชนบท  แถบทะเลอาหรับทางเหนือของบอมเบย์
๕)คณะพระมหาธรรมรักขิต  ไปแคว้นมหาราษฏร์
๖)คณะพระมหารักขิต  ไปโยนกประเทศ  ได้แก่แคว้นกรีกในเอเชียกลาง  อิหร่าน  และเตอร์กิสถาน
๗)คณะพระมัชฌิมเถระ  ไปแถบเทือกเขาหิมาลัย  คือเนปาลปัจจุบัน
๘)คณะพระโสณะ  และพระอุตตระ ไปสุวรรณภูมิ  ได้แก่  ไทย  พม่า  มอญ
๙)คณะพระมหินทระ  ไปลังกา

กำเนิดมหายาน

พระพุทธศาสนามหายานเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๖ -๗ โดยเป็นคณะสงฆ์ที่มีความเห็นต่างจากนิกายเดิมที่มีอยู่18-20 นิกายในขณะนั้น  แนวคิดของมหายานพัฒนามาจากแนวคิดของนิกายมหาสังฆิกะและนิกายที่แยกไปจากนิกายนี้จุดต่างจากนิกายดั้งเดิมคือคณะสงฆ์กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการเป็นพระโพธิสัตว์และเน้นบทบาทของคฤหัสถ์มากกว่าเดิม  จึงแยกออกมาตั้งนิกายใหม่  เหตุที่มีการพัฒนาลัทธิมหายานขึ้นนั้นเนื่องจาก

๑.แรงผลักดันจากการปรับปรุงศาสนาพราหมณ์  มีการแต่งมหากาพย์รามายณะและมหาภารตะเพื่อดึงดูดใจผู้อ่านให้ภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า  กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุด ๓ องค์  คือพระพรหม  พระนารายณ์  พระอิศวร  ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์  ศาสนาพราหมณ์จึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว  ฝ่ายพุทธศาสนาจึงจำเป็นต้องปรับตัว

๒.แรงบันดาลใจจากบุคลิกภาพของพระพุทธองค์  ฝ่ายมหายานเห็นว่าพระพุทธองค์เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ไม่ควรสิ้นสุดหลังจากปรินิพพาน  ทำให้เมือนกับ่าชาวพุทธขาดที่พึ่ง  จึงเน้นคุณความดีของพระองค์  ในฐานะ
ที่เป็นพระโพธิสัตว์  เน้นให้ชาวพุทธปรารถนาพุทธภูมิ  บำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ช่วยเหลือผู้อื่น  ภายหลังจึงเกิดแนวคิดตรีกายของพระพุทธเจ้า

๓.เกิดจากบทบาทของพุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์  เพราะลัทธิมหายานเน้นที่การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์  ซึ่งพระโพธิสัตว์เป็นคฤหัสถ์ได้  จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คฤหัสถ์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคณะจารย์ที่สำคัญของนิกายมหายานคือ  พระอัศวโฆษ  พระนาคารชุน  พระอสังคะ  พระวสุพันธุ  เป็นต้น  หลังจาการก่อตัว  พุทธศาสนามหายานซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเชื่อดั้งเดิมที่แตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่นได้ง่ายกว่าพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมได้แพร่กระจายออกจากอินเดียไปในทวีปเอเชียหลายประเทศ

การแพร่กระจายของมหายาน

อินเดียและความเสื่อมของพุทธศาสนา

พุทธศาสนามหายานในอินเดียได้รับการสนับสนุนโดยราชวงศ์กุษาณ  เมื่อสิ้นสุดราชวงศ์กุษาณ  พุทธ-ศาสนา  ได้รับการอุปถัมภ์โดยราชวงศ์คุปตะมีการสร้างศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนา คือ มหาวิทยาลัยนาลันทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา  ในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือมีอาจารย์ที่มีชื่อเสียง  เช่น  พระนาคารชุนพุทธศาสนาในสมัยนี้ได้แพร่หลายไปยังจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จนกระทั่ง  การสิ้นสุดอำนาจของราชวงศ์คุปตะจากการรุกรานของชาวฮั่นในพุทธศตวรรษที่ ๑๑

บันทึกของหลวงจีอี้จิงที่มาถึงอินเดียในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า พุทธศาสนารุ่งเรืองในอันธระ ธันยกต-กะและฑราวิฑ  ปัจจุบัน  คือรัฐอันธรประเทศและทมิฬนาดู  ยังมีชาวพุทธในเนปาล  และสสันภะ  ในอาณะจักรคัง-ทา  (รัฐเบงกอลตะวันตกในปัจจุบัน)  และหรรษวรรธนะ  เมื่อสิ้นสุดยุคอาณาจักรหรรษวรรธนะ  เกิดอาณาจักรเล็กๆขึ้นมากมาย  โดยมีแคว้นราชปุตให้การอุปถัมภ์พุทธศาสนา

จนกระทั่ง  ยุคจักรวรรดิปาละในเบงกอล  พุทธศาสนามหายานรุ่งเรืองอีกครั้งและได้แพร่หลายไปยังสิกขิมและภูฏาน  ระหว่างพุทธศตวรรษที ๑๓ – ๑๗  เมื่อจักรวรรดิปาละปกครองด้วยกษัตริย์ราชวงศ์เสนะที่นับถือศาสนาฮินดู  ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง

ศาสนาพุทธอินเดียเริ่มเสื่อมลงอย่างช้า ๆ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕  เป็นต้นมา  ความเสื่อมในอินเดียตะวันออกเริ่มเสื่อมตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๓๖ เมื่อชาวเติร์กที่นับถือศาสนาอิสลาม  นำโดยมูฮัมหมัด  คิลญี  บุกอินเดียและเผามหาวิทยาลัยนาลันทา  ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๒๔ เป็นต้นไป  ศาสนาอิสลามแพร่เข้าวิหาร  ทำให้ชาวพุทธโยกย้ายไปทางเหนือเข้าสู่เทือกเขาหิมาลัยหรือลงใต้ไปที่ศรีลังกา นอกจากนั้น  ความเสื่อมของศาสนาพุทธยังเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของศาสนาฮินดู  ภายใต้การนำของขบวนการต่าง ๆ เช่น อัธไวตะ  ภักติ  และการเผยแพร่ศาสนาของนักบวชลัทธิซูฟี

พุทธศาสนาในเอเชียกลาง

ดินแดนเอเชียกลางได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพุทธกาลมีกล่าวในเอกสารของฝ่ายเถรวาทว่าพ่อค้าสองคนจากแบกเทรีย  คือ  ตปุสสะและภัลลิกะได้พบพระพุทธเจ้าและปฏิญาณตนเป็นอุบาสก  เมื่อกลับไปบ้านเมืองของตนได้สร้างวัดในพุทธศาสนาขึ้น

เอเชียกลางเป็นดินแดนสำคัญในการติดต่อระหว่างจีน  อินเดีย  และเปอร์เซียการรุกรานของชาวฮั่นโบราณใน พ.ศ. ๓๔๓  ไปทางตะวันตกเข้าสู่ดินแดนที่ได้รับอารยธรรมจากกรีกโดยเฉพาะอาณาจักรแบบเทรียทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขึ้น  การขยายตัวของพุทธศาสนาขึ้นสู่ทางเหนือทำให้เกิดอาณาจักรพุทธในเอเชียกลาง  เมืองบนเส้นทางสายไหมหลายเมืองเป็นเมืองพุทธที่ต้อนรับนักเดินทางทั้งจากตะวันตกและตะวันออก

พุทธศาสนาเถรวาทแพร่หลายเข้าสู่ดินแดนของชาวเติร์กก่อนที่จะผสมผสานกับนิกายมหายานที่แพร่หลายเข้ามาภายหลัง  ดินแดนดังกล่าว  คือ  บริเวณที่เป็นประเทศปากีสถาน  รัฐแคชเมียร์  อัฟกานิสถาน  อิหร่านตะวันออกและแนวชายฝั่งอุซเบกิสถาน  เติร์กเมนิสถาน  และทาจิกิสถาน   อาณาจักรโบราณในสมัยนั้น  คือ  แคว้นคันธาระแบกเทรีย  พาร์เทีย  และซอกเดีย  ศาสนาพุทธในบริเวณนี้ได้แพร่ต่อไปยังจีน  อิทธิพลของความเชื่อท้องถิ่นทำให้ศาสนาพุทธในบริเวณนี้แตกเป็นหลายนิกาย  นิกายที่โดดเด่น  คือ  นิกายธรรมคุปตวาทและนิกาย
สรวาสติวาทิน

ศาสนาพุทธในเอเชียกลางเส่อมลงเมื่อศาสนาอิลามแพร่หลายเข้ามาในบริเวณนี้มีการทำลายสถูปจำนวนมากในสงครามในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ศาสนาพุทธมีท่าทีว่าจะฟื้นตัวขึ้นอีกเม่อเจงกีสข่านรุกรานเข้ามาในบริเวณนี้  มีการตัดตั้งดินแดนของอิลข่านและชะกะไตข่าน  เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๘  แต่อีก  ๑๐๐  ปีต่อมา  ชาวมองโกลส่วนใหญ่หันไปนับถือศาสนอิสลาม  ทำให้ศาสนาอิสลามแพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง

พุทธศาสนาในพาร์เทีย

ศาสนาพุทธแพร่ไปทางตะวันตกถึงพาร์เทียอย่างน้อยถึงบริเวณเมิร์บในมาร์เกียนาโบราณ  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน  ชาวพาร์เทียจำนวนมากมีบทบาทในการแพร่กระจายของพุทธศาสนาโดยนักแปลคัมภีร์ชาวพาร์เทียจำนวนมากแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นภาษาจีน

พุทธศาสนาในที่ราบตาริม

บริเวณตะวันออกของเอเชียกลาง (เตอร์เกสถานของจีน  ที่ราบตาริม  และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์)  พบศิบปะทางพุทธศาสนาจำนวนมาก  ซึ่งแสดงอิทธิพลของอินเดียและกรีด  ศิลปะเป็นแบบคันธาระ  และจารึกเขียนด้วยอักษรขโรษฐี

ดินแดนเอเชียกลาง  เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาพุทธไปทางตะวันออก  ผู้แปลคัมภีร์เป็นภาษาจีนรุ่งแรก ๆ เป็นชาวพาร์เทีย  ชาวกุษาณ หรือชาวซอกเดีย  การติดต่อแลกเปลี่ยนพุทธศาสนาระหว่างเอเซียกลางกับเอเซียตะวันออกพบมากในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ทำให้ศาสนาพุทธเข้าไปตั้งมั่นในจีน  จนปัจจุบันพุทธศาสนาในจีน  คาดว่าพุทธศาสนาเข้าสู่จีนเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๖ โดยผ่านเอเชียกลาง (แม้จะมีเรื่องเล่าว่ามีพระภิกษุเข้าไปถึงประเทศจีนตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)  จนในพุทธศตวรรษที่  ๑๓  จีนจึงกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของพุทธศาสนา

ใน พ.ศ.๖๑๐  มีการก่อตั้งศูนย์กลางการเผยแพร่พุทธศาสนาในจีนโดยพระภิกษุสององค์  คือพระกาศย-ปะมาตังคะ  และพระธรรมรักษ์  ใน พ.ศ. ๖๑๑ พระเจ้าหมิงตี้แห่งรงศ์ตงฮั่นได้สร้างวัดม้าขาวซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน  อยู่ใกล้กับเมืองหลวง  คือ เมืองลั่วหยาง  คัมภีร์ทางพุทธศาสนามหายานแปลเป็นภาษาจีนครั้งแรกโดยพระภิกษุจากกุษาณ  โลก๊กเสมา  ในเมืองลั่วหยาง  ระหว่าง พ.ศ. ๗๒๑ - ๗๒๓  ศิลปะทางพุทธศาสนายุคแรกๆ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบคันธาระ

พุทธศาสนาในจีนรุ่งเรืองมากในยุคราชวงศ์ถัง  ราชวงศ์นี้ได้เปิดกว้างต่อการรับอิทธิพลจากต่างชาติ  และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอินเดีย  มีพระภิกษุตีนเดิทางไปอินเดียมากในช่วยพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๖ เมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ถัง  คือฉางอาน  กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนาและเป็นแหล่งเผยแพร่ศาสนาต่อไปยังเกาหลีและญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม  อิทธิพลจากต่างชาติกลายเป็นผลลบในตอนปลายของราชวงศ์ถัง ใน พ.ศ. ๑๓๘๘จักรพรรดิหวู่ซุง  ประกาศให้ศาสนาจากต่างชาติ  ได้แก่  ศาสนาคริสต์  ศาสนาโซโรอัสเตอร์  และศาสนาพุทธ
เป็นศาสนาที่ผิดกฎหมาย  หันไปสับสนุนลัทธิเต๋าแทน  ในสมัยของพระองค์มีการทำลายวัด  คัมภีร์และบังคับให้พระภิกษุสึก  ความรุ่งโรจน์ของพุทธศาสนาจึงสิ้นสุดลง  พุทธศาสนานิกายสุขาวดีและนิกายฌานยังคงรุ่งเรืองต่อมา  และกลายเป็นนิกายเซนในญี่ปุ่น  นิกายฌานในจีนมีอิทธิพลในสมัยราชวงศ์ซ้อง

พุทธศาสนาในเกหลี

พุทธศาสนาเข้าสู่เกาหลีเมื่อราว พ.ศ. ๙๑๕  เมื่อราชทูตจากจีนนำคัมภีร์และภาพวาดไปยังอาณาจักรโค-กูรยอ  ศาสนาพุทธรุ่งเรืองในเกหลีโดยเฉพาะนิกายเซนในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จนกระทั่ง  ถึงยุคของการฟื้นฟูลัทธิ-ขงจื้อในสมัยราชวงศ์โชซอนตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๓๕  ศาสนาพุทธจึงเสื่อมลง

พุทธศาสนาในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้รับพุทธศาสนาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑  โดยพระภิกษุชาวเกาหลีนำคัมภีร์และศิลปะทางพุทธ-ศาสนาเข้าสู่ญี่ปุ่น  เมื่อสิ้นสุดยุคของเส้นทางสายไหม  พร้อมๆกับการเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย  เอเชียกลางและจีน  ญี่ปุ่นยังคงรักษาความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาไว้ได้  ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๓๕  เป็นต้นมา  มีการสร้างวัดและรูปเคารพจำนวนมากในเมืองหลวงคือเมืองนารา  พุทธศาสนานิกายเซนรุ่งเรือง  รวมทั้งศิลปะที่สืบเนื่องจากนิกายเซนด้วย  พุทธศาสนายังคงรุ่งเรืองในญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

พุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๖ การค้าทางบกผ่านเส้นทางสายไหมถูกจำกัดเนื่องจากการขยายตัวในตะวันออกกลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย  ปละการเป็นศัตรูกับโรม  ชาวโรมันที่ต้องการสินค้าจากตะวันออกไกลจึงทำการค้าทางทะเล  ติดต่อระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับจีน  ผ่านอินเดีย  ในช่วงเวลานี้เองอินเดียมีอิทธิพลเหนือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก  ตั้งแต่ภาคใต้ของพม่า  ภาคกลางและภาคใต้ของไทย  กัมพูชาตอนล่างและภาคใต้ของเวียดนาม  การค้าชายฝั่งเจริญขึ้นมาก

ผลจากการเผยแพร่อารยธรรมอินเดียเข้าสู่บริเวณนี้  ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตแพร่เข้ามาพร้อมกับศาสนาพุทธทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน  ศาสนาพราหมณ์ได้เผยแพร่เข้ามาในบริเวณนี้เช่นกัน  พร้อมกับวรรณคดีสำคัญ คือ รามายณะและมหาภารตะ

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๘ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจักรวรรดิที่รุ่งเรืองทางด้านพุทธศาสนาและศิลปะอยู่สองแห่ง  ความเชื่อสำคัญในยุคนี้เป็นแบบมหายาน จักวรรดิที่มีอิทธิพลทางใต้บริเวณหมู่เกาะ  คือ อาณาจักรศรีวิชัย  ส่วนทางเหนือ  คือ  อาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณ  ที่มีการสร้างรูปพระโพธิสัตว์มากอาณาจักรศรีวิชัย

นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าอาณาจักรศรีวิชัยมีศูนย์กลางอยู่ที่เล็มบัง  บนเกาะสุมตรา  ประเทศอินโดนีเซีย  นับถือพุทธมหายานหรือวัชรยานภายใต้การอุปถัมภ์ ๑๐,๐๐๐ รูป  ท่านอตีศะเคยมาศึกษาที่นี่  ก่อนเข้าไปเผยแผร่พุทธศาสนาในทิเบต

ศิลปะทางพุทธศาสนาของศรีวิชัยแพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียกว่า  ศิลปะศรีวิชัย  สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่  คือ  บุโรพุทโธ  (สร้างเมื่อราว  พ.ศ. ๑๓๒๒ )ในเกาะชวา  อาณะจักรศรีวิชัยเสื่อมลงเนื่องจากความขัดแย้งกับราชวงศ์โจฬะในอินเดียก่อนจะรับอิทธิพลอารยธรรมอิสลามในพุทธศตวรรษที่  ๑๘

อาณาจักรขอม

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๘ พุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดูรุ่งเรืองในอาณาจักรขอม  มีการสร้างศาสนสถานมากมายทั้งในไทยและกัมพูชา  รวมทั้งนครวัดมหายานรุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้สร้างนครธม  มหายานเสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ไล่เลี่ยกับความเสื่อมของมหายานในอินเดีย  จากนั้นพุทธ-ศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์เข้ามามีอิทธิพลแทนที่

กำเนิดวัชรยาน

พุทธศาสนานิกายวัชรยาน  หรือ  พุทธศาสนาลัทธิตันตระ  กำเนิดขึ้นครั้งแรกทางตะวันออกของดินเดีย  เมื่อราว  พ.ศ. ๗๐๐ -๑๒๐๐  บางครั้งจัดเป็นส่วนหนึ่งของมหายานแต่บางครั้งก็แยกตัวเองออกมาต่างหาก  หลักปรัชญาของวัชรยานเป็นแบบเดียวกับมหายาน  แต่มีวิธีการหรือ  “อุปาย”  ต่างไป  โดยมีการใช้ญาณทัศน์และโยคะอื่นๆ เข้ามา  การฝึกเหล่านี้ได้อิทธิพลจากลัทธิต้นตระของศาสนาฮินดู  วัชรยานในทิเบตก่อตั้งโดย ท่านปัทมสัมภวะ

วัชรยานยุคแรก  ผู้ฝึก  เรียกว่า  มหาสิทธา  มักอยู่ตามป่า  จนกระทั่งราว  พ.ศ. ๑๔๐๐  วัชรยานจึงแพร่เข้าสู่มหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาในยุคนั้น  คือ  มหาวิทยาลัยนาลันทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา  วัชรยานเสื่อมจากอินเดียเมื่อราว พ.ศ. ๑๗๐๐  ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรุกรานอินเดียของชาวมุสลิม  ทำให้ขาดผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา  วัชยาน ได้แพร่หลายไปสู่ทิเบตและกลายเป็นพุทธศาสนานิกายหลักที่นั่นบางส่วนได้แพร่หลายต่อไปยังจีนและญี่ปุ่นเกิดเป็นนิกายเชนเหยน  หรือมี่จุงในจีน และนิกายชินกอนในญี่ปุ่นการฟื้นฟูนิกายเถรวาท

ศาสนาพุทธในอินเดียเริ่มเสื่อมลงตั้งแต่ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ – ๑๗๐๐  เนื่องมาจากการทำสงครามกับชาวมุสลิมที่เข้ามารุกรานอินเดีย  ซึ่งทำให้การนับถือพุทธศาสนามหายานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสื่อมลงด้วย  ในช่วงเวลานั้น  การค้าขายทางทะเลระหว่างตะวันออกกลางไปยังจีนผ่านทางศรีลังกาเริ่มเฟื่องฟูนิกายเถรวาทที่ใช้ภาษาบาลีที่ศรีลังกาอีกครั้ง  นิกายนี้จึงแพร่หลายไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พระเจ้าอโนรธามังช่อ  กษัตริย์ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิพม่าครั้งแรกเป็นผู้รับพุทธศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์นี้เข้าสู่พม่า  มีการสร้างเจดีย์ในเมืองหลวงมากมายแม้ในกาลต่อมา  อำนาจของพม่าเสื่อมถอยลงเพราะถูกมองโกลรุกรานและไทยมีอำนาจขึ้นแทน  พุทธศาสนานิกายเถรวาทก็ยังคงเป็นนิกายหลักในพม่าพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากลังกาแพร่หลายเข้าสู่ประเทศไทยที่นครศรีธรรมราชและสุโขทัยเมื่อราว พ.ศ. ๑๘๐๐  และยังคงนับถือสืบเนื่องมาจนปัจจุบันพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายจากไทยไปยังลาวและกัมพูชา  ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของไทยมาก่อน  ส่วนดินแดนในเขตหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคนนับถือนิกายมหายานเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามเกือบทั้งหมด

พุทธศาสนาในโลกตะวันตก

มีหลักฐานว่าพุทธศาสนาแพร่หลายไปถึงตะวันตกมานาน ชาดก  ซึ่งเป็น  คำภีร์หนึ่งในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนา  มีผู้แปลเป็นภาษาซีเรียคและภาษาอาหรับ  เช่น Kalilg   and  Dammag  พุทธประวัติแปลเป็นภาษากรีกโดย  จอห์นแห่งดามัสกัส  ได้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวคริสต์ในนามของบาร์ลาอัมและโยซาฟัต  เรื่องนี้เป็นที่นิยมของชาวคริสต์  จนกระทั่ง  เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐  ชาวคริสต์ยกย่องโยซาฟัตให้เป็นนักบุญแห่งนิกายคาทอลิก

ความสนใจในพุทธศาสนาเริ่มขึ้นอีกครั้งในยุคอาณานิคม  เมื่อมหาอำนาจตะวันตำได้มีโอกาสศึกษาศาสนาในรายละเอียดมากขึ้น  ปรัชญาในยุโรปสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากศาสนาในตะวันออกมาก  การเปิดประเทศของญี่ปุ่นเมื่อ  พ.ศ. ๒๓๙๖  ทำให้มีการยอมรับศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น  รวมทั้งวัฒนธรรมเกี่ยวกับศาสนาพุทธด้วยงานแปลคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเป็นภาษาตะวันตกเริ่มขึ้นโดย Max  Muller  ผู้จัดพิมพ์  Scared  Books  of the  East  “ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งตะวันออก”  มีการจัดตั้งสมาคมบาลีปกรณ์เพื่อจัดพิมพ์พระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพุทธศาสนาอื่น ๆ แต่ความสนใจยังจำกัดในหมู่ปัญญาชน

ศาสนาพุทธเริ่มเป็นที่สนใจของชาวยุโรปอย่างกว้างขวาง  ในพุทธศตวรรษที่ ๒๕  หลังจากสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา  ความเชื่อทางศาสนาของชาวตะวันตกเปลี่ยนไปเน้นที่ความเชื่อของปัจเจกบุคคลมากขึ้น  ทำให้ศาสนาพุทธเป็นที่ดึงดูดในจากการที่มีข้อพิสูจน์ให้พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง  มีการตั้งองค์กรทางพุทธศาสนาระดับโลกโดยชาวพุทธจากเอเชีย  ยุโรป  และอเมริกาเหนือรวม ๒๗  ประเทศที่ศรีลักกาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓  ในเชื่อองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

ประเทศอังกฤษ

พุทธศาสนาเข้าสู่อังกฤษครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘  โดย J.R.Jackson  เป็นผู้ก่อตั้งพุทธสมาคมในอังกฤษ  และ Charls  Henry  Allen Bernett  ผู้ซึ่งต่อมาบวชเป็นพระภิกษุในพม่า  มีฉายาว่า “ อานันทเมตเตยยะ” เป็นพระภิกษุในพม่า  มีฉายาว่า “อานันทเมตเตยยะ” เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษคนแรกคณะสงฆ์ไทยส่งคณะทูตไปเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. ๒๕๐๗  และได้สร้างวัดไทยชื่อวัดพุทธประทีปในลอนดอน

มีการตั้งสมาคมเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖  ต่อมามีชาวเยอรมันไปบวชเป็นพระภิกษุที่ศรีลังกา  การเผยแผ่พุทธศาสนาในเยอรมันชะงักไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑   และถูกห้ามในสมัยฮิตเลอร์  หลังสงครามโลก  ครั้งที่  ๒  จึงมีการฟื้นฟูพุทธศาสนาโดยพระภิกษุจากพม่า  และมีการติดต่อกับพุทธสมาคมในศรีลังกา  มีวัดไทยในเบอร์ลินเช่นกัน

Check Also

พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

ความหมาย คำว่า  พุทธมามกะ  แปลว่า  ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน  การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ  หมายถึง  การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตน การปฏิญาณตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะคราวเดี่ยว  ทำซ้ำๆตามกำลังแห่งศรัทธาและความเลื่อมใสก็ได้  เช่น  พระสาวกบางรูป  ภายหลังแต่ได้รับการอุปสมบทแล้วก็ลั่นวาจาว่า  “พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์  ข้าพระองค์เป็นสาวก”  …