Breaking News
Home / ข่าว / ข่าวจากโฆษก พศ. (page 5)

ข่าวจากโฆษก พศ.

ข่าว / บทความ จาก ดร.สมชาย สุรชาตรี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โฆษกประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

คณะสงฆ์ไทยไม่อาจรับรองการบวชภิกษุณี

ภิกษุณีหมายถึงหญิงที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔) ในสมัยพุทธกาลพระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระน้านาง) ถือเป็นภิกษุณีองค์แรกที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บวชสตรีเป็นภิกษุณี  แต่กว่าที่พระนางจะได้บวชพระพุทธเจ้ายังได้ตรัสห้ามเสีย ๓ ครั้ง  เมื่อพระอานนท์ไปขอต่อพระพุทธเจ้าพระนางจึงได้รับอนุญาตให้บวชในพระพุทธศาสนา  โดยก่อนอุปสมบทพระนางจะต้องรับครุธรรม ๘  ข้อ  คือ ๑.  ภิกษุณีที่อุปสมบทแล้วต้องกราบไหว้พระภิกษุ๒.  ภิกษุณีจะต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสที่มีภิกษุ๓.  ภิกษุณีจะต้องเข้าฟังโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน๔.  ภิกษุณีออกพรรษาพึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ พระภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์   ๕.  ภิกษุณีเมื่อต้องอาบัติหนักต้องอยู่กรรม ๑๕ วัน  ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ๖.  สตรีที่ศึกษาอยู่ในธรรม ๖ ข้อ เป็นเวลา ๒ ปี (กล่าวคือรักษาศีล ๑๐ ของสามเณร ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๖  โดยไม่ขาดตลอดเวลา ๒ ปี) เรียกว่า นางสิกขมานา เมื่อได้ศึกษาแล้ว …

Read More

พศ. เสนอด่วนเรื่องบวชภิกษุณีเข้ามหาเถรสมาคม

จากการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งได้จัดให้มีการบวชภิกษุณีขึ้นที่ทิพยสถานภิกษุณีอาราม ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งมีภิกษุณีและพระสงฆ์จากศรีลังกานำโดยพระมหินทวังสะ มหาสังฆนายก แห่งนิกายอมรปุระ ประเทศศรีลังกา เข้าร่วมด้วย นั้น นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาในฝ่ายเถรวาท ซึ่งคณะสงฆ์ยึดถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่มีมาในพระไตรปิฎกเป็นหลัก ทั้งนี้ ในฝ่ายเถรวาทถือว่าภิกษุณีสงฆ์ได้หมดไปจากฝ่ายเถรวาทแล้ว ไม่สามารถทำการบวชหรือรื้อฟื้นขึ้นมาได้ อีกทั้งปัจจุบันคณะสงฆ์ยังถือปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๓๑/๒๕๔๕  เรื่องการบวชภิกษุณีว่า ข้อแรกคณะสงฆ์ยึดถือพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นพุทธบัญญัติว่าด้วยการให้การบรรพชาอุปสมบทหญิงเป็นภิกษุณี สิกขมานาและสามเณรีเป็นหลักปฏิบัติ และข้อสองคณะสงฆ์ปฏิบัติตามประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยเรื่องห้ามภิกษุสามเณรไม่ให้บวชหญิงเป็นบรรพชิต พ.ศ.๒๔๗๑ ต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณี ก็สามารถสมาทานศีล ๘ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงได้ นายสมชาย สุรชาตรี กล่าวต่อไปอีกว่า การที่พุทธศาสนิกชนมีความห่วงใยและแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการบวชภิกษุณีในประเทศไทยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณานั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รวบรวมข้อมูลพร้อมจัดทำรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาในวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ นี้ อนึ่ง ได้ทราบข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่า ปัจจุบันรัฐบาลศรีลังกาก็มิได้รับรองสถานะของภิกษุณีแต่อย่างใด รวมทั้งคณะสงฆ์ที่มาทำการบวชภิกษุณีในครั้งนี้ด้วย …

Read More

ตั้งรองเจ้าคณะจังหวัด

นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ คือ พระสังฆาธิการ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งตามกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ เช่น หากจะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดหรือรองเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาคจะเลือกพระภิกษุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเสนอเจ้าคณะใหญ่พิจารณา เพื่อมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม อาทิ ในการประชุมมหาเถรสมาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่ง รองเจ้าคณะจังหวัดสองรูป คือ ๑. พระครูสิริปริยัติโสภิต วัดสว่างวารี ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม ๒. พระมหามงคล มงฺคลคุโณ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ตำบลในเมือง อำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร และมหาเถรสมาคมยังได้มีมติ แต่งตั้งพระมหากมลชัย กมโล ให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม  

Read More

วัดร้าง

วัดตามกฎหมายสงฆ์มีสองอย่างคือ หนึ่ง วัดที่ได้รับวิสุงคามสีมา เป็นวัดที่สมบูรณ์สามารถประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทหรือรับกฐินได้ วัดประเภทนี้มีการแบ่งเขตพุทธาวาส สังฆาวาสได้อย่างชัดเจน  วัดอีกประเภทหนึ่งคือ  สำนักสงฆ์ซึ่งวัดประเภทนี้อาจจะมีโบสถ์  วิหาร ศาลาการเปรียญแล้ว  แต่ยังมิได้พระราชทานวิสุงคามสีมาที่ใช้เป็นเขตประกอบสังฆกรรม แต่ก็ถือว่าเป็นวัดที่ถูกต้อง วัดที่ไม่ถูกต้องเรียกว่า “ที่พักสงฆ์” นอกจากนี้วัดไทยยังแบ่งประเภทออกเป็นสองประเภท หนึ่งคือวัดราษฎร์ หนึ่งคือวัดหลวงหรือพระอารามหลวง ซึ่งทั้งสองประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปทั้งฐานะของวัดและคุณสมบัติของเจ้าอาวาส  บทความนี้ไม่ขอลงรายละเอียด  ด้วยตั้งใจกล่าวถึงวัดอีกชนิดหนึ่ง คือวัดร้าง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๒ ทวิ กล่าวว่า วัดใดเป็นวัดร้างที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัย ในระหว่างที่ยังไม่มีการยุบเลิกวัดให้กรมการศาสนา (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และทรัพย์สินของวัดนั้นด้วย” ตามกฎหมายสงฆ์ข้อนี้เป็นที่ชัดเจนว่าปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหน้าที่ดูแลวัดร้าง ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนวัดร้าง การรังวัดออกโฉนดที่ดินวัดร้าง ตลอดจนสามารถนำที่ดินวัดร้างมาจัดประโยชน์ให้ชาวบ้านเช่าอยู่อาศัย หรือเป็นที่ตั้งของส่วนราชการหรือโรงเรียน ที่ดินวัดร้างบางแห่งมีทำเลเหมาะสมทางเศรษฐกิจนำมาปรับปรุงก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตึกแถวหรือศูนย์การค้า ผู้สนใจเข้าปรับปรุงหากอยู่ในกรุงเทพมหานครติดต่อได้ที่สำนักงานศาสนสมบัติ ตั้งอยู่ในพุทธมณฑล สำหรับส่วนภูมิภาคอยู่ในจังหวัดใดก็ไปติดต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดนั้น ๆ การเช่าปรับปรุงที่ดินวัดร้างเพื่อการพาณิชย์ …

Read More