Breaking News
Home / องค์ความรู้ (page 5)

องค์ความรู้

๙ ปางมารวิชัย

ปางที่ ๙ ปางมารวิชัย พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางที่พระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นธรณี ปางนี้เริ่มนิยมทำพระรัศมีบนพระเศียรแล้ว ตำนานพระพุทธรูปปางนี้มีตำนานพระพุทธรูปปางรับหญ้าคา ซึ่งเป็นปางที่ ๘ รวมอยู่ด้วย มีเนื้อความติดต่อกันดังนี้ ครั้นพระมหาบุรุษพุทธางกูรเจ้า ทรงเห็นถาดทองลอยทวนกระแสน้ำสมตามอธิษฐานจิตเป็นนิมิตรอันดีเช่นนั้น ก็เพิ่มความแน่พระทัยว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าโดยหาความสงสัยมิได้ ก็ทรงโสมนัสเสด็จมายังสาลวันริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับพักพระกายที่ภายใต้ร่มไม้สาลพฤกษ์ พอเวลาใกล้สายัณห์ตะวันบ่าย ก็เสด็จออกจากหมู่ไม้สาละที่พักกลางวัน เสด็จดำเนินไปสู่ร่มไม้อสัตถโพธิพฤกษ์ พบโสตถิยพราหมณ์ในระหว่างทาง โสตถิยพราหมณ์เลื่อมใส น้อมถวายหญ้าคา ๘ กำ พระมหาบุรุษทรงรับหญ้าคาแล้ว เสด็จไปยังร่มไม้อสัตถะในด้านปราจีนทิศ ทรงวางหญ้าคา๘ กำนั้น ลงที่ควงไม้อสัตถะนั้น แล้วทรงอธิษฐานว่า ถ้าอาตมะจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอจงเกิดเป็นรัตนบัลลังก์แก้วขึ้นรองรับพระสัพพัญญุตญาณในที่นี้ ทันใดนั้นบัลลังก์แก้วอันวิจิตรงามตระการ ก็บันดาลผุดขึ้นสมดังพระทัยประสงค์ ควรจะอัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อนั้น พระมหาบุรุษก็เสด็จขึ้นประทับบนรัตนบัลลังก์ หันพระปฤษฎางค์เข้าข้างต้นโพธิพฤกษ์บ่ายพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ทรงคู้พระเพลาขัดสมาธิ ตั้งพระกายตรงดำรงพระสติมั่นด้วย อานาปนสติสมาธิภาวนา แล้วออกพระโอฐดำรัสพระสัตยาธิษฐานบารมีว่า ถ้าอาตมะไม่พ้นอาสวกิเลสตราบใดถึงแม้มาตรว่า หฤทัย เนื้อ หนังจะแห้งเหือด ตลอดถึงเลือดและมันข้นจนทั่วสรีรกาย …

Read More

๑o ปางตรัสรู้

ปางที่ ๑o ปางตรัสรู้ พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองหงายวางซ้อนกันบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ เมื่อพระมหาบุรุษทรงกำจัดมาร และเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันที่พระอาทิตย์จะอัสดงคต ก็ทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติเป็นกำลังภายในสนับสนุนเพิ่มพูนแรงปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ยิ่งขึ้น ดังนั้นพระองค์จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลา ทรงเจริญสมาธิภาวนา ทำจิตให้ปราศจากอุปกิเลสจนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ซึ่งเป็นส่วนรูปสมาบัติเป็นลำดับ ต่อนั้นก็ทรงเจริญญาณ อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้ง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้น คือในปฐมยามทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณสามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (บางแห่งเรียกทิพจักษุ) สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด ในปัจฉิมยามทรงบรรลุอาสวักขยญาณทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วยพระปัญญาพิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ก็ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมพุทธเจ้า ในเวลาปัจจุสมัยรุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ อย่างที่ไม่เคยมีมาในกาลก่อน ถึงกับทรงอุทานเย้ยตัณหาอันเป็นตัวการณ์ ก่อให้เกิดสังสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์แต่อเนกชาติได้ว่า "อเนกชาติ สํสารํ" เป็นอาทิ ความว่า นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหาตัวนายช่างเรือน คือตัวตัณหา ตลอดชาติอันจะนับจะประมาณมิได้ ก็มิได้พานพบ ดูกรตัณหานายช่างเรือนผู้สร้างภพชาติให้แก่เรา …

Read More

๑๑ ปางถวายเนตร

ปางที่ ๑๑ ปางถวายเนตร พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน ยกพระหัตถ์น้อย ๆ ลืมพระเนตรทั้งสองเต็มที่ ทอดพระเนตรดูมหาโพธิพฤกษ์ พระหัตถ์ทั้งสองห้อยลงมาประสานทับกันอยู่หน้าพระเพลา พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย อยู่ในพระอาการสังวร พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ที่ร่มมหาโพธิ์ ๗ วัน ซึ่งเป็นประวัติของพระพุทธรูปปางที่ ๑๐ คือ ปางตรัสรู้ แล้วก็เสด็จจากร่มไม้มหาโพธิ์ ไปประทับยืนกลางแจ้งทางทิศอีสานของต้นมหาโพธิ์นั้น ทรงทอดพระเนตรต้นมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรด้วยพระอิริยาบถนั้นถึง ๗ วัน สถานที่เสด็จประทับยืนด้วยพระอิริยาบถนั้นเป็นนิมิตรมหามงคลเรียกว่า "อนิมิสสเจดีย์" พระพุทธจริยาที่ทรงจ้องพระเนตรดูไม้มหาโพธิ์ โดยมิได้กระพริบพระเนตรถึง ๗ วันนี้ เป็นเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า "ปางถวายเนตร" พระพุทธรูปปางถวายเนตรนี้ นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปที่สักการบูชาประจำวันของคนเกิดวันอาทิตย์. ข้อมูลจากหนังสือ "ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ" นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)

Read More

๑๒ ปางจงกรมแก้ว

ปางที่ ๑๒ ปางจงกรมแก้ว พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน ยกพระบาทขวาก้าวเหยียบพื้นยกส้นพระบาทซ้ายขึ้น ปลายพระบาทจรดพื้น แสดงอาการก้าวเดินจงกรม พระหัตถ์ทั้งสองห้อยลงมาประสานกันอยู่ที่หน้าพระเพลา ทอดพระเนตรลงต่ำอยู่ในพระอาการสังวร อันเป็นการเดินอย่างมีสติกำกับทุกก้าวพระบาท พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสร็จจากการทอดพระเนตรแล้ว จึงเสด็จจากอนิมิสสเจดีย์กลับมาประทับอยู่ที่กึ่งกลางระหว่างอนิมิสสเจดีย์ กับต้นมหาโพธิ์ เสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่นั้น เป็นเวลาถึง ๗ วัน ซึ่งนับเป็นสัปดาห์ที่ ๓ ที่เสด็จจงกรมอยู่ คำว่า จงกรม ได้แก่กิริยาเดินด้วยมีสติกำหนดทุกขณะก้าว และมีที่หมายว่า เมื่อเดินถึงที่ไหนจะกลับ และกลับมาถึงไหนแล้วจะเดินต่อไป อาการเดินแช่มช้า ด้วยมีสติกำหนดนึกรู้สึกอยู่เสมอที่ทุกขณะยก ย่าง เหยียบ เรียกว่า จงกรม ที่อันพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรมนั้น เป็นนิมิตรมหามงคลเรียกว่า "จงกรมเจดีย์" พระพุทธจริยาที่เสด็จจงกรม ณ สถาน "จงกรมเจดีย์" นั้นเป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า "ปางจงกรมแก้ว" ข้อมูลจากหนังสือ "ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ" …

Read More