Breaking News
Home / องค์ความรู้ / พระพุทธรูปปางต่าง ๆ (page 17)

พระพุทธรูปปางต่าง ๆ

ข้อมูลจากหนังสือ “ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ” นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)

๖๔ ปางทรงพยากรณ์

ปางที่ ๖๔ ปางทรงพยากรณ์ พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงข้างขวาลืมพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวายกขึ้นประทับที่พระอุทร พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จพระพุทธดำเนินไปนครกุสินาราเสด็จแวะเข้าพักที่ร่มไม้ริมทาง เสวยอุทกังที่พระอานนทเถระเจ้าน้อมเข้าถวายระงับความกระหายเป็นสุขดีแล้ว ยังทรงพักผ่อนพระกายอยู่ตามอัธยาศัย ครั้งนั้น ปุกกุสบุตรแห่งมัลลกษัตริย์ ผู้เป็นสาวกของท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร เดินทางจากเมืองกุสินารา เพื่อจะไปยังปาวานครโดยทางนั้น ครั้นมาถึงที่นั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ร่มไม้ใหญ่ริมทาง จึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร พระศาสดาได้ทรงพระกรุณาแสดงสันติวิหารธรรมโปรด ปุกกุสะได้สดับแล้วเกิดความเลื่อมใสได้น้อมคู่ผ้าสิงคิวรรณอันมีเนื้อละเอียด มีสีดังทองสิงคี งาม ประณีต มีค่ามาก ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยกราบทูลว่า "ขอพระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุเคราะห์ รับคู่ผ้าสิงคิวรรณนี้ เพื่อประโยชน์สุขแด่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด" พระศาสดาทรงรับสั่งว่า "ปุกกุสะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงคลุมกายตถาคตเพียงผืนเดียว อีกผืนหนึ่ง จงให้อานนท์เถิด" ปุกกุสะ มัลลบุตร ได้น้อมผ้าเข้าถวายเป็นพุทธบริโภคผืนหนึ่ง ถวายพระอานนทเถระผืนหนึ่ง ตามพระพุทธบัญชา พระบรมศาสดา ได้ทรงแสดงธรรมีกถาให้ปุกกุสมัลลบุตรเบิกบานรื่นเริงในกุศลจริยาตามสมควร แล้วปุกกุสะก็อภิวาททูลลาไป เมื่อปุกกุสะมัลลบุตรไปแล้ว พระอานนทเถระได้นำผ้าสิงคิวรรณทั้ง ๒ …

Read More

๖๕ ปางโปรดสุภัททะ

ปางที่ ๖๕ ปางโปรดสุภัททะ พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงข้างขวา ลืมพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น จีบนิ้วพระหัตถ์เป็นกิริยาแสดงธรรมโปรด พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบรรทมเหนือเตียงเป็นที่ปรินิพพานในสาลวโนทยาน ทรงพยากรณ์ประทานพระอานนทเถระ บรรเทาความโทมนัสให้เสื่อมสร่างแล้ว พระอานนทเถระกราบทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมืองกุสินารา เป็นเมืองเล็ก เมืองดอน ไม่ควรเป็นเมืองที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน ข้าพระองค์ขออาราธนาให้ไปปรินิพพานในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครราขคฤห์ พระนครสาวัตถี เป็นต้นนั้นเถิด กษัตริย์ พราหมณ์ และคหบดี ผู้มหาศาล จักได้จัดการสักการบูชาพระสรีระเป็นมโหฬาร ควรแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอัจฉริยมนุษย์บุรุษรัตนดิลกเลิศในโลก" "อานนท์ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้" ทรงรับสั่ง "อานนท์เมืองกุสินารานี้แต่ปางก่อนเคยเป็นมหานครราชธานี มีนามว่า "กุสาวดี" เป็นนครใหญ่ไพศาลพระเจ้ามหาสุทัศน์จักรพรรดิ์ราช เป็นพระมหากษัตริย์ครอบครอง เป็นเมืองที่มีผู้คนมากประชาชนสงบสุข สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สรรพสิ่งซึ่งเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่ชีวิตของมนุษย์ทุกประการ เสียงร้องเรียกร้องหา ค้าขายสัญจรไปมาหาสู่กัน ไม่หยุดหย่อน ทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องกุสินารา …

Read More

๖๖ ปางปรินิพาน

ปางที่ ๖๖ ปางปรินิพพาน พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงข้างขวา หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางอยู่ที่พื้นข้างพระเขนย พระบาททั้งสองตั้งซ้อนกัน พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคโปรดสุภัททะปริพพาชกให้สำเร็จเป็นพระอริยเจ้าอันเป็นปัจฉิมสาวกแล้ว ต่อนั้นพระอานนทเถระ ได้ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระฉันนะถือตัวว่าเป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์คราวเสด็จสู่มหาภิเนษกรมณ์ เป็นผู้ว่ายาก ไม่รับโอวาทใคร ๆ แม้จะกรุณาเตือน เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว จักเป็นผู้ว่ายากยิ่งขึ้น ด้วยหาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติแก่ท่านอย่างไร ในกาลเมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว" "อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนะเถิด" "พรหมทัณฑ์ เป็นไฉนเล่า พระเจ้าข้า" "อานนท์ การลงพรหมทัณฑ์นั้น คือ ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอนเลย ไม่พึงเจรจาคำใด ๆ ด้วยทั้งสิ้น เว้นแต่คำอันเป็นกิจธุระโดยเฉพาะอานนท์ เมื่อฉันนะถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์แล้วจักสำนึกในความผิด และสำเหนียกในธรรมวินัย เป็นผู้ว่าง่าย ยอมรับโอวาทปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล" …

Read More

ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ

ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ พระพุทธจริยาตอนหนึ่ง ๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงให้ปรากฏในสมัยหนึ่ง ๆ ซึ่งพอจะประมวลกันเข้าในพุทธจริยา ๓ ประการ ได้ดังนี้ :- พระพุทธจริยาในเวลาที่ทรงบำเพ็ญ เพื่อความตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ นับแต่แรกเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ จนถึงเวลาตรัสรู้และเวลาเสวยวิมุตติสุข อันเป็นเวลา ๖ ปี ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์โดยเฉพาะ เรียกว่า อัตตัตถจริยา ถ้าจะกำหนดด้วยพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ก็จะได้ถึง ๑๗ ปาง โดยนับแต่ปางที่ ๑ คือ ปางอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต จนถึงปางที่ ๑๗ คือปางรับสัตตุก้อน สัตตุผง พระพุทธจริยาที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พระประยูรญาติ โดยเฉพาะซึ่งก็มีส่วนน้อยเรียกว่า ญาตัตถจริยา ถ้าจะกำหนดด้วยพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ก็จะได้เพียง ๔ ปาง คือ ปางแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ปางโปรดพระพุทธบิดา ปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทร และปางโปรดพระพุทธมารดา พระพุทธจริยาที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนทั่วไปไม่จำกัดชาติ ชั้น วรรณะ …

Read More