Breaking News
Home / องค์ความรู้ / พระพุทธรูปปางต่าง ๆ (page 10)

พระพุทธรูปปางต่าง ๆ

ข้อมูลจากหนังสือ “ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ” นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)

๓๗ ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์

ปางที่ ๓๗ ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นเสมอพระอุระ แบบพระพุทธรูปปางห้ามพระญาติพิพาทกันในเรื่องน้ำในสมุทร ต่างกันแต่จีบนิ้วพระหัตถ์ทั้งสองเป็นกิริยาแสดงธรรม ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานพระพุทธรูปปางเปิดโลกและปางลีลา ซึ่งเป็นปางที่ ๓๕ ที่ ๓๖ รวมอยู่ด้วย มีเรื่องเล่าติดต่อกันดังนี้ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จขึ้นไปประทับจำพรรษาในดาวดึงส์สวรรค์แสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้นเวลาจวนใกล้จะออกพรรษาเข้าแล้ว ประชาชนทั้งหลายที่ตั้งตาคอยจะเฝ้าพระบรมศาสดา จึงเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะเรียนถามว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงจากสวรรค์เมื่อใดและจะเสด็จลงที่ใหน เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้พากันไปเฝ้าพระองค์ ณ ที่นั้น พระมหาโมคคัลลานะเถระตอบว่า จะต้องขึ้นไปเฝ้าทูลถามพระบรมศาสดาดูก่อน ได้ความอย่างไรจากพระองค์แล้วจึงจะแจ้งให้ทราบ แล้วพระเถระก็สำแดงอานุภาพแห่งสมบัติขึ้นไปสู่ดาวดึงส์พิภพ สำแดงกายให้ปรากฏแก่มหาชนในขณะขึ้นไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยฤทธิ์แห่งอภิญญา ครั้นพระเถระเจ้าเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแล้ว ก็กราบทูลตามเรื่องที่มหาชนมีความประสงค์ พระบรมศาสดารับสั่งว่า โมคคัลลานะ บัดนี้ สารีบุตรพี่ชายเธออยู่ ณ ที่ใด พระมหาโมคคัลลานะก็กราบทูลว่า เวลานี้พระสารีบุตรเถระเจ้าจำพรรษาอยู่ที่เมืองสังกัสสะนคร พระเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้นตถาคต ก็จะลงที่ประตูเมืองสังกัสสะนครในวันมหาปวารณา โมคคัลลานะจงแจ้งให้มหาชนทราบตามนี้ ผู้ใดประสงค์จะเห็นตถาคต ก็จงพากันไปยังที่นั้นเถิด พระมหาโมคคัลลานะรับพระพุทธบัญชาแล้ว ก็ลงมาแจ้งข้อความนั้นแก่ชนทั้งหลายผู้ต้องการทราบเรื่องนี้อยู่ ฝ่ายมหาชนทั้งหลาย ที่ตั้งใจคอยเฝ้าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์ เมื่อได้ทราบข่าวจากพระมหาโมคคัลลานเถระเจ้าก็ดีใจพร้อมกับออกเดินทางไปยังเมืองสังกัสสะนคร …

Read More

๓๘ ปางสมาธิเพ็ชร

ปางที่ ๓๘ ปางสมาธิเพ็ชร พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งเป็นพิเศษ คือนั่งขัดสมาธิไขว้พระชงฆ์ ยกฝ่าพระบาททั้งสองหงายขึ้นมาวางบนพระเพลา พระหัตถ์ทั้งสองก็ยกขึ้นมาวางซ้อนกัน ทับฝ่าพระบาทอีกทีหนึ่ง นิยมเรียกว่า พระขัดสมาธิเพ็ชร พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ พระปางสมาธิเพ็ชร นิยมสร้างขึ้นเป็นพระบูชาสำหรับคนเมื่อพระเกตุเสวยอายุ ตำนานพระพุทธรูปปางนี้ ไม่ปรากฏ ทราบกันแต่เพียงว่าเป็นปางประทับนั่งพักในเวลากลางวัน ความจริงการนั่งท่านี้ไม่ใช่นั่งสบาย จะว่านั่งพักก็ดูกระไรอยู่ กลับจะตรงข้าม สังเกตดูตามอาการจะต้องเป็นเรื่องทรงตั้งพระทัยทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่นั่งพักหาความสบายอย่างนั่งไขว้ห้างแต่ไม่มีเรื่องเล่าไว้ จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะยกขึ้นพูดเอาเองตามใจชอบ ขอฝากผู้สนใจในพระปางนี้ไว้จะพึงค้นคว้าสืบไป พระปางนี้ ในสมัยก่อน คงจะมีผู้สนใจน้อย จึงหาชมยาก จะมีบ้างก็เป็นพระขนาดเล็ก ในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงนำสร้างขึ้นเมื่อปลายรัชกาล เรียกว่าพระนิรันตราย แต่ก็เป็นพระขนาดเล็ก แบบพระบูชา มีคนศรัทธาสร้างตามเสด็จน้อย ไม่เหมือนปางทรงเครื่องซึ่งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ ๓ ทรงนำสร้างปรากฏว่ามีคนศรัทธาสร้างตามเสด็จมากมาย แม้เมื่อในปลายรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงสร้างพระนิโรคันตรายเป็นพระบูชาอย่างพระนิรันตรายในรัชกาลที่ ๔ ก็ไม่โปรดแบบสมาธิเพ็ชร โปรดแบบสมาธิธรรมดา …

Read More

๓๙ ปางประทับยืน

ปางที่ ๓๙ ปางประทับยืน พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืนตามปกติ ห้อยพระหัตถ์ทั้งสองลงชิดพระกายอย่างสบาย ๆ แสดงว่า ยังไม่มีเหตุการณ์อะไร อันจะทำให้ต้องไหวพระกายคือประทับยืนเฉย ๆ น่าจะเรียกตามเหตุว่า "ปางเมตตาการุญ" พระพุทธรูปปางนี้ไม่มีตำนานอันควรจะนำมาเล่า แต่เนื่องด้วยพระพุทธจริยาสำหรับปางนี้ เป็นที่ประทับอยู่ในความทรงจำของพระสาวกทั้งหลาย คือในยามเช้าของทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาเสด็จเข้าไปในบ้านที่คนใจบุญทูลอาราธนาไว้พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกก็ดี เมื่อเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้ว จะต้องมาประทับยืนในท่านี้ ณ ที่หน้าพระคันธกุฎีเป็นปกติ เพื่อทอดพระเนตรดูความพร้อมเพรียงของพระสงฆ์สาวก เมื่อทรงเห็นพระสงฆ์สาวกพร้อมเพรียงดีแล้ว ก็เสด็จเป็นประธานนำพระสงฆ์ไป ความจริง ก่อนแต่จะเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เพื่อเป็นประธานนำพระสงฆ์สาวกไปนั้น พระพุทธอุปัฎฐากมีพระอานนทเถระเจ้าเป็นต้นจะต้องเข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบก่อนแล้วว่า พระสงฆ์พร้อมแล้ว เป็นเวลาสมควรที่พระองค์จะเสด็จได้แล้ว แม้อย่างนั้นเมื่อเสด็จออกมาแล้ว ก็ต้องเสด็จมาประทับยืนที่หน้าพระคันธกุฏีก่อน เพื่อทอดพระเนตรดูความพร้อมเพรียงความเป็นระเบียบอันดีของพระสงฆ์ ไม่ทรงด่วนเสด็จนำพระสงฆ์ไปทันทีโดยมิทันได้ชมความพรั่งพร้อมเป็นอันดีของพระสงฆ์ ต่อเมื่อทรงได้ความยินดี ตอบพระสงฆ์ให้ทราบว่า ทรงพอพระทัยในความพร้อมเพรียงเป็นอันดีของพระสงฆ์แล้ว จึงเสด็จนำพระสงฆ์ไป พระพุทธจริยาอันนี้ จึงเป็นพระจริยาวัตรที่สำแดงซึ่งน้ำพระทัยให้ปรากฏว่าทรงมากด้วยพระเมตตา, พระกรุณา, ในพระสงฆ์สาวก ทั้งเป็นเนติอย่างดีสำหรับพระสงฆ์สาวกผู้เจ้าหมู่เจ้าคณะจะพึงอนุวัตรตาม เป็นความงามในพระธรรมวินัยนี้. ข้อมูลจากหนังสือ "ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ" …

Read More

๔o ปางประดิษฐานรอยพระบาท

ปางที่ ๔o ปางประดิษฐานรอยพระบาท พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระบาทซ้ายเหยียบหลังพระบาทขวา เป็นกิริยากดรอยพระบาท พระหัตถ์ทั้งสองประสานที่พระเพลา เป็นอาการสังวร ตั้งพระทัยประดิษฐานให้รอยพระบาทปรากฏชัดมีลายลักษณ์พระบาทครบบริบูรณ์ พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้ ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่โฆสิตาราม ในพระนครโกสัมพี ทรงอาศัยพระนครนี้เป็นที่แสดงธรรมโปรดประชากรให้ตั้งอยู่ในมรรคผลเป็นพุทธมามกะชนปฏิญญาณตนมั่นอยู่ในพระรัตนตรัยเป็นอันมาก ในเวลานั้นที่แคว้นกุรุรัฐ มีพราหมณ์ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติคนหนึ่งชื่อว่า มาคันทิยะ พราหมณ์ผู้คฤหบดีผู้นี้มีภรรยาชื่อว่า มาคันทิยา มีธิดาคนหนึ่งมีรูปร่างงดงามยิ่งนัก กล่าวกันว่าเสมอด้วยเทพอักษร เป็นที่รักใคร่สุดสวาทของพราหมณ์ทั้งสองผู้เป็นบิดามารดาเป็นอันมาก ได้ให้นามแก่ธิดาว่า "มาคันทิยา" เหมือนกับนางพราหมณีผู้เป็นมารดา ท่านมาคันทิยะพราหมณ์เป็นคนพิถีพิถันเลือกบุตรเขยมาก เพราะว่าธิดาของตนงามมากอย่างหนึ่ง ทั้งฐานะของตระกูลตนก็มั่งคั่งประการหนึ่ง จึงไม่ยอมตกลงให้แก่ชายผู้มาสู่ขอธิดา โดยปฏิเสธว่า ชายผู้ที่มาสู่ขอนั้นไม่คู่ควรแก่ธิดาของตน วันหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงตรวจดูอุปนิสัยสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอนาคามีผลของมาคันทิยะพราหมณ์ทั้งพราหมณีผู้เป็นภรรยา ครั้นเวลาเช้าทรงบาตรจีวรของพระองค์แล้วเสด็จไปยังสถานที่บำเรอไฟของมาคันทิยะพราหมณ์ซึ่งตั้งอยู่ในภายนอกบ้าน โดยลำพังพระองค์เดียว ฝ่ายมาคันทิยะพราหมณ์ ออกจากบ้านแต่เช้าไปสถานที่บำเรอไฟเพื่อประกอบพิธีบูชาไฟอันเป็นกิจวัตรประจำวัน ได้เห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งงามพร้อมด้วยศิริวิลาศอันเลิศด้วยบุรุษลักษณะทุกประการก็ตลึงอยู่ในความงามนั้นยิ่งนัก ออกอุทานในใจว่านับแต่เราเกิดมาจนอายุปานนี้แล้ว ยังไม่เคยเห็นชายที่มีความงามทุกประการเช่นนี้งามเหมือนเทพเจ้าไม่น่าเชื่อว่าในโลกนี้ยังจะมีชายรูปงามเหมือนชายผู้นี้อีก ชายคนนี้ถ้าได้กับลูกสาวของเราจะสมกันยิ่งนัก เอาละเราจะให้ลูกของเราแก่ชายคนนี้แหละเพื่อจะได้เป็นคู่ครองความสุขสืบไป เนื่องจากในสมัยนั้น แคว้นกุรุยังไม่มีพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานไม่มีพระสงฆ์จาริกไปเผยแผ่พระศาสนา ชาวเมืองยังไม่รู้เรื่องพระศาสนาไม่รู้เรื่องของพระสงฆ์ แม้มาคันทิยะพราหมณ์ก็เป็นเช่นนั้น …

Read More