Breaking News
Home / องค์ความรู้ / บทความทางพุทธศาสนา / เจริญเมตตาได้อานิสงส์

เจริญเมตตาได้อานิสงส์

เมตตา หมายถึง ความรัก หวังดี ไมตรี เห็นใจ ใฝ่ใจ เอื้ออาทร การสร้างเสริมประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ปราศจากความอาฆาต เคียดแค้น ชิงชัง มีแต่จะแสดงให้เห็นสีหน้ายิ้มละไม มีดวงตาแจ่มใสแช่มชื่น มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันเอิบอิ่ม เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี หวังให้ทุกคนมีความสงบสุขสมบูรณ์ทั่วหน้า ห่างภัยไกลเวรไร้อุปสรรค อันตราย

เมตตาเป็นคุณธรรมประจำใจของผู้นำหมู่คณะ เป็นคุณธรรมของผู้เป็นใหญ่ในสังคม

เมื่อเจริญเมตตาก็จะได้อานิสงส์จากการเจริญเมตตา 11 ประการ คือ

ประการที่ 1 หลับเป็นสุข ไม่นอนกระสับกระส่าย หวาดระแวง ผู้เจริญเมตตาหยั่งลงสู่ความหลับก็เป็นสุข เพราะไม่มีใจขุ่นหมองเศร้าเร่าร้อน เป็นผู้ที่มองโลกแต่แง่ดีมีคุณ

ประการที่ 2 ตื่นเป็นสุข ไม่แสดงอาการเป็นทุกข์ ผู้เจริญเมตตาไม่มีอาการผิดปกติ การตื่นเป็นสุขของผู้เจริญเมตตา เปรียบเสมือนดอกปทุมกำลังแย้มบานฉะนั้น

ประการที่ 3 ไม่ฝันเห็นนิมิตที่ไม่ดี ฝันแต่เรื่องที่เจริญ เรื่องดีๆ เท่านั้น เช่น ฝันว่ากำลังไหว้พระเจดีย์ กำลังบูชาพระ หรือกำลังฟังธรรม

ประการที่ 4 เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เจริญเมตตาย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเมื่อบุคคลนั้นจะคิด ก็คิดด้วยเมตตามโนกรรม เมื่อจะพูดก็พูดด้วยเมตตาวจีกรรม และเมื่อจะทำก็ทำด้วยเมตตากายกรรม มนุษย์ทั้งหลายจึงรักบุคคลผู้มีเมตตาธรรมนั้น เหมือนพวงมาลัยที่ประดับไว้บนศีรษะฉะนั้น

ประการที่ 5 เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เจริญเมตตาเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลายฉันใด ย่อมเป็นที่รักที่เกรงขามของมนุษย์ทั้งหลายฉันนั้น

ประการที่ 6 เทวดาย่อมรักษาคุ้มครองผู้เจริญเมตตา เหมือนมารดาบิดาถนอมรักษาบุตรฉะนั้น

ประการที่ 7 ไฟย่อมไม่กล้ำกรายร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา เหมือนนางอุตตราอุบาสิกา ไฟย่อมไม่ทำอันตราย เป็นต้น

ประการที่ 8 จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็ว คือ จิตของผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งมั่นได้รวดเร็ว เพราะความพยาบาทอาฆาตได้ถูกกำจัดออกไปด้วยเมตตาธรรม

ประการที่ 9 สีหน้าผ่องใส คือ หน้าตาของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส เหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้วฉะนั้น เมื่อจิตใจของบุคคลนั้นสะอาดผ่องใส จึงแสดงออกทางใบหน้า และผิวให้ผ่องใสงดงามตามไปด้วย

ประการที่ 10 ไม่หลงทำกาละ คือ ไม่มีความหลงลืมสติของผู้เจริญเมตตา เมื่อทำกาละกิริยาก็สงบเงียบ เหมือนการก้าวลงสู่ความหลับ

ประการที่ 11 เมื่อไม่บรรลุพระอรหัตผลอันเป็นคุณวิเศษที่ยิ่งกว่า เมตตาสมาบัติ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมโลก เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdNekE0TURFMU5RPT0

Check Also

หลักการบริหารงานสมัยใหม่กับหลักการบริหารงานเชิงพุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา

หลักการบริหารงานสมัยใหม่กับหลักการบริหารงานเชิงพุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา โดย นายกนก แสนประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสาแห่งชาติ ในปัจจุบัน การบริหารงานหรือการจัดการองค์กรมีความจำเป็นต้องใช้ศาสตร์ ในการบริหารงาน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันเป็นระบบทุนนิยม หรือบริโภคนิยมที่แสวงหากำไร และ มีการแข่งขัน เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่ง …